blog@CL: เปลี่ยนความรู้ฝังแน่นเป็นความรู้สู่สาธารณะ

วิปัสสนากรรมฐาน

เรียน พี่ๆเพื่อนๆชาวblogที่เคารพ

 วันเสาร์ที่ 5 มิ.ย.53เป็นวันอัฏฐมีบูชา เป็นวันถวายพระเพลิงสรีระของพระพุทธเจ้า

เราเริ่มปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานวันที่ 27 พ.ค.เป็นวันโกนก่อนวันพระคือวันวิสาขบูชา

หากมีใครต้องการปฏิบัติบูชาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในวันอัฏฐมีบูชานี้

จึงเขียนทบทวนการปฏิบัติให้ครับ ไม่เข้าใจตรงไหนสอบถามได้นะครับ

 1.ก่อนกำหนดยืนหนอ(ยังไม่ต้องหลับตา)

 เริ่มต้นให้ยืนแบบสบายๆ ขาอย่าชิดกันมากจะล้ม แขนวางข้างลำตัว

ให้ผลักแขนขวาที่อยู่ข้างตัวไปข้างหลัง บริกรรมว่า ไป…หนอ…

(คำบริกรรมว่าไปหนอ+ลมหายใจเข้า+แขนที่ผลักไป+ใจนึก

ให้เริ่มและยุติพร้อมกัน วางจิตหรือความรู้สึกไว้ที่หัวไหล่)

เมื่อผลักแขนไปสุดแล้วจึงบริกรรมว่าพลิก..หนอ..พลิกข้อมือขวา..ให้สังเกตว่าชัดที่ข้อมือ..

(คำบริกรรม+ลมหายใจออก+ข้อมือที่พลิก+ใจนึก เริ่มและยุติพร้อมกัน)

เมื่อพลิกมือไปด้านหลังแล้ว จึงบริกรรมว่า พับ…หนอ…

(ให้สังเกตว่าชัดที่ข้อแขน หรือข้อศอกด้านนอก เหมือนบานพับประตู

คำบริกรรม+ลมหายใจเข้า+ข้อศอกที่พับ+ใจนึก ให้เริ่มและยุติพร้อมกัน)

เมื่อพับแขนขึ้นมา ด้านหลังมือจะอยู่ห่างตรงกระเบนเหน็บ แล้วบริกรรมว่า ถูก…หนอ…

(วางจิตที่หลังมือ ค่อย ๆ นำมือมาวางตรงกระเบนเหน็บ

มือที่เคลื่อน+ลมหายใจออก+คำบริกรรม+ใจนึก ให้เริ่มและยุติพร้อมกัน)

มือด้านซ้ายก็ทำในลักษณะเดียวกัน เพียงเพิ่มคำว่า จับ…หนอ…

พอมือซ้ายมาวางถูกมือขวากำหนด ถูกหนอ.. พอมือขวาจับข้อมือซ้ายกำหนด จับหนอ..

จากนั้นก็วางจิตไว้ที่เปลือกตา กำหนดหลับตาหนอ แล้วกำหนดยืนหนอ 5 ครั้ง

2.การกำหนดยืนหนอ 5 ครั้ง(หลับตา)

 ครั้งที่1 สติอยู่ที่กระหม่อม  บริกรรมว่ายืน….วาดมโนภาพลงมาจากกระหม่อมถึงสะดือ

(ลมหายใจเข้า+ใจนึก+คำบริกรรม ต้องเริ่มพร้อมกันและยุติพร้อมกัน)

จากนั้นบริกรรมว่าหนอ…วาดมโนภาพลงมาจากสะดือถึงปลายเท้าขวา

(ลมหายใจออก+ใจนึก+คำบริกรรม ต้องเริ่มพร้อมกันและยุติพร้อมกัน)

 ครั้งที่2 สติอยู่ที่ปลายเท้าซ้าย บริกรรมว่ายืน…วาดมโนภาพขึ้นมาจากปลายเท้าซ้ายถึงสะดือ

(ลมหายใจเข้า+ใจนึก+คำบริกรรม ต้องเริ่มพร้อมกันและยุติพร้อมกัน)

จากนั้นบริกรรมว่าหนอ….วาดมโนภาพขึ้นมาจากสะดือถึงกระหม่อม

(ลมหายใจออก+ใจนึก+คำบริกรรม ต้องเริ่มพร้อมกันและยุติพร้อมกัน)

 ครั้งที่ 1 3 5 ทำเหมือนกัน  และ ครั้งที่ 2 4 ทำเหมือนกัน

 พอกำหนดยืนหนอติดต่อกันครบ 5 ครั้งแล้ว จึงกำหนดลืมตาหนอ..(สติอยู่ตรงเปลือกตา)

ก้มหน้าหนอ…(สติอยู่ตรงหลังคอก้มลงมา) จึงเริ่มเดินจงกรมครับ

 3.การเดินจงกรม(ลืมตา อย่าหลับตานะครับ)

สติอยู่ที่ส้นเท้าขวา เมื่อเริ่มบริกรรมว่าขวา…เผยอส้นเท้า+ใจนึก+ลมหายใจเข้า

ทั้งสี่ส่วนนี้ให้เริ่มและยุติพร้อมกัน เริ่มต้นจะเห็นสติไล่จากส้นเท้าไปปลายเท้า

เมื่อสิ้นสุดคำว่าขวา…(ทำช้า ๆนะครับ) ความรู้สึกหรือสติ จะอยู่ที่ปลายเท้าขวาพอดี

เมื่อเริ่มบริกรรมว่าย่าง..เท้าที่ย่าง+ใจนึก+ลมหายใจออก ให้เริ่มและยุติพร้อมกัน

ความรู้สึกอยู่ที่ปลายเท้ากำลังเคลื่อนแหวกอากาศไป เมื่อสิ้นสุดคำว่าย่าง

เท้าลอยอยู่ความรู้สึกว่าเท้าลอยอยู่

เมื่อบริกรรมว่าหนอ…เท้าค่อย ๆ วางลง+ลมหายใจเข้า+ใจนึก ความรู้สึกเต็มฝ่าเท้า

รู้สึกว่าฝ่าเท้ากำลังแหวกอากาศลง แตะพื้นกดลงไปและถ่ายน้ำหนักลงไปจนหมด

เมื่อสิ้นสุดคำว่าหนอ…ทุกอย่างต้องยุติพร้อมกันเช่นเดิม

เท้าซ้ายก็กำหนดในลักษณะเดียวกัน จะเริ่มต้นด้วย ซ้าย(หายใจเข้า)…

ในส่วนอื่นก็คงเหมือนขวาย่างหนอครับ

เมื่อเดินสุดระยะทางจงกรม(ใช้ระยะทางประมาณ 2.5 – 3 เมตร)

ให้ทำการยืนหนออีก 5 ครั้ง แล้วจึงกำหนดกลับหนอ

4.การกำหนดกลับ(ลืมตานะครับ)

 ให้วางจิตที่ปลายเท้าขวา เผยอปลายเท้าขวา พร้อมบริกรรมว่า กลับ…หนอ…

เผยอปลายเท้าขวา ไล่ความรู้สึกจากปลายเท้ามาส้นเท้า พร้อมกับหมุนและวางลง

ไล่สติจากส้นเท้าไปปลายเท้า

เท้าที่เผยอ+คำบริกรรมว่า กลับ….+ลมหายใจเข้า+เท้าที่หมุนหรือเคลื่อนที่+ใจนึก

ให้เริ่มและยุติพร้อมกัน

เท้าเหยียบลงไป+คำบริกรรมว่า หนอ…+ลมหายใจออก+เท้าที่เหยียบลงพื้น+ใจนึก

ให้เริ่มและยุติพร้อมกัน

ในส่วนของเท้าซ้าย ให้ยกและนำมาวางคู่กับเท้าขวา บริกรรมว่ากลับ…หนอ…

ส่วนการวางจิตให้สังเกตลักษณะเดียวกันเท้าขวา

(อย่าลืมว่าเท้าขวาหมุน ส่วนเท้าซ้ายยกมาเคียงกันนะครับ)

การกลับนี้ ให้ทำ 4 คู่ 8 จังหวะ กล่าวคือกลับหนอ…ครั้งแรก จะเท่ากับ 45 องศา

ครั้งที่สอง ก็ทำในลักษณะเดียวกัน ซึ่งเท่ากับ 90 องศา และ 135 องศา และ 180 องศา

จะเท่ากับกลับหลังหัน แล้วทำการยืนหนอ…อีก 5 ครั้ง

แล้วจึงก้มหน้าหลับตาและเดินจงกรมต่อไป จนครบเวลาที่ตั้งไว้  

(อย่าลืมกำหนดยืนหนอ 5 ครั้งก่อนที่จะนั่งสมาธินะครับ)

5.การนั่งสมาธิ(อย่าลืมตาจนกว่าจะปฏิบัติเสร็จนะครับ)

การนั่งให้กำหนดที่ผนังท้อง ช่วงใหม่ ๆ นี้ให้วางจิตหรือความรู้สึกที่เหนือสะดือ 2 นิ้ว

(2 นิ้วมือ ให้นำนิ้วมือด้านซ้ายจิ้มที่สะดือและนำมือขวาสองนิ้ววางขวาง ๆ

ถอนนิ้วมือจากสะดือมาจิ้มเหนือสะดือในแนวเดียว ให้วางจิตแคบตรงนิ้วจิ้มนะครับ)

เมื่อบริกรรมว่าพอง…หนอ…หรือยุบ…หนอ… ให้กำหนดตามจริง รู้สึกถึงผนังท้องเริ่มพอง

ระหว่างพองและสุดพอง เริ่มยุบ ระหว่างยุบและสุดยุบ สั้นหรือยาวยังไม่ต้องกังวลนะครับ

 ด้วยความเคารพ

  • Blogger Post
  • Twitter
  • StumbleUpon
  • Google Buzz
  • Facebook
  • Share/Bookmark
  • พี่ป์ด ทำไมไม่ใส่ตัวคั่นหน้าบ้างละคะ มันยาวมาก โชว์เต็มหน้า blog หมดเลย ไม่เห็นเรื่องอื่น ๆ อ่ะ

  • ขอบคุณครับพี่kanyanutต้องขอโทษอาจารย์พงษ์เกียรติและทุกท่านด้วยนะครับ

  • กำลังว่าจะสอบถามคำบริกรรม และขั้นตอนการปฏิบัติอยู่พอดี เพราะจำได้ไม่หมดทุกขั้นตอน ต้องขอบคุณน้องปื้ดที่ช่วยให้ทราบสิ่งที่อยากถามพอดี อ้อ มีอีกข้อนึงที่น้องปื้ดเคยบอกว่าปฏิบัติเสร็จรีบจดการปฏิบัติทุกครั้งว่ากำหนดยืน เดิน นั่ง เป็นอย่างไร ช่วยยกตัวอย่างให้ด้วยค่ะ พี่ไม่ค่อยเข้าใจว่าควรบันทึกอย่างไร ขอบคุณค่ะ

  • ด้วยความยินดีครับพี่Jiraporn ยกตัวอย่างนะครับ พอเราปฏิบัติเดิน30นาทีนั่ง30นาที จึงแผ่เมตตาและอุทิศส่วนกุศล จากนั้นรีบจดว่าตอนยืนเรากำหนดอย่างไร เมื่อมีสภาวะธรรมต่างๆเข้ามา เช่นเสียง เรากำหนดอย่างไร ความคิดเข้ามากำหนดอย่างไร เดินจงกรมก็เหมือนกัน เดินอย่างไร เมื่อมีสิ่งมากระทบกำหนดอย่างไร นั่งก็ทำนองเดียวกันครับ จำได้ก็จดยิ่งละเอียดยิ่งดี แต่ไม่ใช่การพยายามจำตอนที่เราปฏิบัตินะครับ จะทำให้เราไม่อยู่กับปัจจุบัน ปฏิบัติเสร็จแล้วจำได้แค่ไหนก็จดเท่านั้น พอสติจะจำได้เองครับ เราปฏิบัติทุกครั้งก็จดทุกครั้ง พี่Jirapornอย่าพึ่งสนใจนะครับว่ามันคืออะไร จะเฉลยให้ในตอนหลัง เฉลยตอนนี้จะทำให้เราไปนึกคิดเอาเอง พระเดชพระคุณหลวงพ่อบอกว่าไม่ใช่วิปัสสนาแต่จะเป็นวิปัสสนึก ทำให้การปฏิบัติล่าช้า การจดจะทำให้ผมรู้ว่าพี่Jirapornปฏิบัติถูกต้องหรือเปล่า สภาวะธรรมเป็นอย่างไร จะได้ปรับระยะการเดินจงกรมให้ครับ ใช้เวลาไม่นานครับ พอพี่Jirapornปฏิบัติได้แล้วก็ไม่ต้องจดแล้วครับ สภาวะธรรมเล็กๆน้อยๆสำคัญมาก ยิ่งละเอียดยิ่งดีครับ

  • ขอบคุณสำหรับคำชี้แนะค่ะน้องปื้ด